จิต (ตอน ๒๖)

ข้อความในอัฏฐสาลินี  แสดงลักษณะของกิริยาจิตว่าเป็นเพียงการกระทำ  และแสดงลักษณะของกิริยาจิตที่ต่างกันโดยกิจว่า

ก็ในบรรดากิริยาจิตทุกดวงทีเดียว กิริยาจิตดวงใดไม่ถึงความเป็นชวนะ  กิริยาจิตดวงนั้นย่อมไม่มีผล  เหมือนดอกไม้ลม  (วาต ปุปผํ ซึ่งมูลฏีกาแก้ว่า  โมฆปุปผํ  หมายถึง  ดอกไม้ที่ไร้ผล))  เพราะดอกไม้บางดอกเมื่อร่วงหล่นไปแล้วก็ไม่มีผลฉันใด  กิริยาจิตก็ ฉันนั้น  กิริยาจิตซึ่งไม่ถึงความเป็นชวนะ  คือ  ไม่เป็นชวนวิถีจิตนั้นมี ๒  ดวง  คือ  ปัญจทวาราวัชชนจิต  ๑  ดวง  และมโนทวาราวัชชนจิต  ๑  ดวง  ปัญจทวาราวัชชนจิตทำกิจเดียว  คือ  ทำอาวัชชนกิจทางปัญจทวาร  มโนทวาราวัชชนจิตทำ  ๒  กิจ  คือ  ทำอาวัชชนกิจทางมโนทวาร  และทำโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวาร  ส่วนกิริยาจิตอื่น ๆ  ซึ่งถึงความเป็นชวนะนั้นเป็นจิตของพระอรหันต์  ซึ่งข้อความในอัฏฐสาลินีอุปมาว่า  กิริยาจิตดวงใดถึงความเป็นชวนะ  (คือ  กิริยาชวนวิถีของพระอรหันต์  กิริยาจิตดวงนั้นก็ไม่มีผล  เหมือนดอกของต้นไม้ที่รากขาดเสียแล้ว  จึงเป็นแต่เพียงการกระทำเท่านั้น  เพราะเป็นไปด้วยอำนาจให้สำเร็จกิจนั้น ๆ

ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์มีกิริยาจิตเพียง  ๒  ดวงเท่านั้น  คือ  ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑  และมโนทวาราวัชชจิต ๑

กิริยาจิตอื่นทั้งหมดนอกจากปัญจทวาราวัชชนจิต  และมโนทวาราวัชชนจิต  เป็นจิตของพระอรหันต์ทั้งสิ้น  ฉะนั้น  พระอรหันต์จึงมีกิริยาจิตที่ไม่ใช่ชวนะ  ๒  ดวง  คือปัญจทวาราวัชชนจิต  ๑  ดวง  มโนทวาราวัชชนจิต  ๑ ดวง  และมีชวนวิถีที่เป็นกิริยาจิตเท่านั้น  เพราะพระอรหันต์ดับกุศลและอกุศลทั้งหมด  จึงไม่มีชวนวิถีจิตที่เป็นกุศลและอกุศลเลย

วิถีจิตที่รู้อารมณ์ทางตานั้น  เมื่อปัญจทวาราวัชชนจิตดับไปแล้ว  จิตเห็น  คือ  จักขุวิญญาณ  เป็นวิบากจิต  เป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ววิบากเห็นรูปต่าง ๆ  กุศลกรรมเป็นปัจจัยให้จักขุวิญญาณกุศล  ที่ปรากฏทางตา  ที่สวยงามน่าพอใจ  เป็นอิฏฐารมณ์  อกุศลกรรมเป็นปัจจัยให้จักขุวิญญาณอกุศลวิบากเห็นรูปที่ไม่สวยงาม  ไม่น่าพอใจ  เป็นอนิฏฐารมณ์  วิถีจิตที่ได้ยินเสียงทางหู  คือ  โสตวิญญาณ  ก็เป็นวิบากจิต  ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าขณะใดโสตวิญญาณจะได้ยินเสียงอะไร  ทั้งนี้เพราะย่อมเป็นไปตามเหตุ  คือ  กรรมที่ได้กระทำแล้วในอดีตทั้งสิ้น  ขณะได้กลิ่นทางจมูก  ฆานวิญญาณที่รู้กลิ่นก็เป็นวิบากจิต  ขณะลิ้มรสทางลิ้น  ชิวหาวิญญาณก็เป็นวิบากจิต  ขณะกระทบสัมผัสทางกาย  กายวิญญาณที่รู้เย็น  รู้ร้อน  รู้อ่อน  รู้แข็  รู้ตึง  รู้ไหว  ก็เป็นวิบากจิต  เป็นผลของอดีตกรรมซึ่งได้กระทำสำเร็จแล้วเป็นปัจจัยให้วิบากจิตเหล่านั้นเกิดขึ้น  รับรู้อารมณ์ต่อจากปัญจทวาราวัชชนจิต  และเมื่อปัญจวิญญาณที่เห็น  ได้ยิน  ได้กลิ่น  ลิ้มรส  สัมผัสดับไปแล้ว  ก็เป็นอนันตรปัจจัยให้สัมปฏิจฉันนจิตเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์นั้น ๆ  ต่อ  สัมปกิจฉันนจิตก็เป็นวิบากจิต  เพราะเป็นผลของกรรมเดียวกับกรรมที่เป็นปัจจัยให้จักขุวิญญาณเกิดขึ้นนั่นเอง  กรรมเดียวกันนั้นเองก็ทำให้สันตีรณจิตซึ่งเป็นวิบากเกิดขึ้นกระทำสันตีรณกิจต่อจากสัมปฏิจฉันนจิต

จาก…หนังสืออภิธรรมสังเขป  จิตตสังเขป  และภาคผนวก

โดย….สุจินต์  บริหารวนเขตต์

………………………………

มาตรฐาน

รู้รูปตามความเป็นจริง

รูปภาพ

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ในปฏิสนธิขณะ  รูปที่เกิดพร้อมกับอุปาทขณะ  (ขณะเกิด)  เป็นรูปที่เกิดจากกรรม เรียกว่า  กัมมชรูป  พอถึงขณะที่เป็นฐิติขณะ (ขณะตั้งอยู่่) ก็มี กัมมชรูป  เกิดอีก  พอถึงภังคขณะ (ขณะดับ) ก็มี กัมมชรูป เกิดอีก  กลุ่มของรูปในสามขณะนี้  ดับไม่พร้อมกัน  เพราะเหตุว่ารูปที่เป็นสภาวรูป มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ  เพราะฉะนั้น ขณะนี้รูปที่ตัว มีรูปที่ดับพร้อมกันหมดเลยหรือว่ามีรูปที่เกิดแล้วมีอายุ ๑๗ ขณะของจิต แล้วทยอยกันเกิดดับ  จิตที่ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป  นอกจากขณะปฏิสนธิจิตทุกภพชาติ  แล้วก็จุติจิตของพระอรหันต์  และอรูปาวจรวิบากจิตที่เกิดเป็นอรูปพรหมภูมิ

ในชีวิตประจำวัน  มีจิต ๑๐  ประเภทเท่านั้น ที่ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป  คือ ทวิปัญจวิญญาณ  ได้แก่ จิตเห็น 

จิตได้ยิน  จิตได้กลิ่น  จิตลิ้มรส  จิตรู้กระทบสัมผัส…..จิตเห็นขณะนี้ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป  นอกจากนั้น จิตอื่น ๆ  เป็นปัจจัยให้เกิดรูปทั้งสิ้น และมีอายุ ๑๗ ขณะแล้วก็ดับไป

นี่ก็คือความละเอียดของสัทธรรมหรืออสัทธรรม  ซึ่งจะทำให้เกิดความเห็นถูกต้อง ที่จะสามารถดับกิเลสได้  หรือว่าไม่สามารถดับกิเลสได้  ถ้าไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้  ก็เพราะเหตุว่า ไม่รู้รูปตามความเป็นจริงที่เกิดทางใดทางหนึ่งใน ๖ ทวาร

ส่วนทางใจนั้น  เรียกว่า  มโนทวารวิถีจิต  จะรู้รูปต่อจากรูปที่รู้ทางตา  หรือรูปที่รู้ทางหู  หรือรูปที่รู้ทางจมูก  หรือรูปที่รู้ทางลิ้น  หรือรูปที่รู้ทางกาย  เมื่อดับไปแล้ว  ไม่ใช่รู้รูปอื่น

                   ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

                                                   …………………………………….

มาตรฐาน

อะไรเป็นปัจจัยให้ความสงบเกิด

 

 

รูปภาพ

 

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

สวัสดีค่ะ  ท่านผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่าน

 

ความสงบตามปรกติควรให้มีเป็นเชื้อเป็นทุนอยู่เรื่อย ๆ  เพื่อที่ว่าเมื่ออารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดของสมถะภาวนาปรากฏ จิตของท่านก็จะสามารถที่จะสงบและอาจจะสามารถสงบมั่นคงขึ้น  เพราะว่ามีปัจจัยในการที่เคยอบรมความสงบเป็นปรกติในชีวิตประจำวัน  เมื่อปัญญารู้ลักษณะของความสงบในขณะที่กำลังจะกระทำกายหรือวาจา  ด้วยโลภะหรือด้วยอกุศลใด ๆ ก็ตาม ให้ระลึกว่าขณะนั้นสงบหรือไม่สงบเสียก่อน เพียงเท่านี้ แล้วก็จะรู้ว่า ถ้าปัญญาเกิดในขณะนั้น ก็จะรู้วิธีที่ว่า ทำอย่างไรจิตจึงจะสงบแม้ในขณะนั้น  นั้นคือปัญญาที่รู้หนทางวิธีที่จะสงบ

 

 ต้องเป็นปัญญาที่รู้ว่าจะสงบอย่างไร  แล้วความสงบจึงจะเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ  แต่ถ้าขณะนั้นปัญญาไม่เกิด ไม่รู้ลักษณะความต่างกันของความสงบ  ก็จะมีความต้องการความสงบอย่างอื่นขึ้น  เช่น สนใจอยากรู้ว่า อานาปานสติเป็นยังไง  มุ่งที่จะไปหาอานาปานสติ โดยคิดว่าจะสงบโดยการไปจดจ้องอยู่ที่ลมหายใจ โดยไม่รู้ลักษณะที่ว่า ขณะจะฆ่าสัตว์  ขณะที่จะทำทุจริต ขณะที่เป็นอกุศลจิต  ขณะนั้นจิตจะสงบได้อย่างไร

 

ถ้าปัญญารู้หนทาง  ความสงบก็จะเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ เนื่อง ๆ  และหนทางที่จะเป็นความสงบถึงขั้นอุปจารสมาธิกับอัปนาสมาธินั้น ก็แสนไกลมาก  ยากที่จะถึงได้  เพราะฉะนั้นขอให้ทุกท่านพิจารณาตัวท่านเองว่า ตามความเป็นจริงแล้ว ท่านเป็นผู้ที่สมควรที่ฌานจิตจะเกิดไหม  ถ้าไม่สมควร  แล้วเรื่องอะไรที่จะไปพากเพียรด้วยความต้องการที่จะทำ  โดยที่ไม่สะสมเหตุปัจจัยคือความสงบเท่าที่จะมีได้ในชั่วขณะหนึ่ง ๆ   แทนอกุศลจิตซึ่งเกิดอยู่บ่อย ๆ

 

 

                                                     ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

 

                                                        …………………………………..

 

 

คัดลอกมาจาก….บ้านธรรมะ

 

 

 

 

 

      

มาตรฐาน

หลีกออกด้วยใจ

รูปภาพ

 

 

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

การหลีกออกในที่นี้หมายถึงการหลีกออกจากการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา  ไม่ได้หมายถึงการหลีกออกหมู่คน  ปัญญาเท่านั้นที่จะค่อย ๆ หลีกออกจากความเห็นผิด หลีกออกจากความติดข้อง  ถ้ายังหลีกออกจากความเห็นผิดไม่ได้ก็จะหลีกออกจากคนโน้นคนนนี้ไม่ได้เลย

 

การหลีกออกจากจิตที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา ยังไม่มีความเข้าใจธรรม  ขณะนั้นไม่ต้องไปหลีกไม่ต้องมีตัวตนไปไหนหรือทำอะไรทั้งสิ้น  แต่ปัญญานั่นเองที่จะค่อย ๆ หลีกออกจากความไม่รู้และความติดข้อง  อย่างอื่นไม่สามารถที่จะหลีกออกจากความไม่รู้และความติดข้องได้เลย  พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ ณ พระวิหารเชตวันไม่ได้ประทับอยู่องค์เดียว  พระองค์ไม่ได้หลีกออกไปไหน แต่หลีกออกด้วยใจ

 

ถ้าหลีกออกด้วยใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะไม่มีความติดข้อง  แต่ถ้ายังติดข้องอยู่  ก็ยังไม่เป็นการหลีกออกด้วยใจ  ไม่ได้หลีกออกจากผู้อื่น  แต่เป็นการหลีกออกจากความเห็นผิด หลีกออกจากการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา  ถ้ายังมีเราก็มีเขา แล้วจะหลีกออกได้อย่างไร  แต่ถ้าหลีกออกจากความยึดถือทั้งหมดที่เป็นเรา ก็จะสามารถรู้ได้ว่า ไม่ว่าใคร ๆ ทั้งนั้น ก็คือธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม มีธาตุรู้ และมีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุประสาท ทำให้เกิดรูปร่างสัณฐาน  เวลาที่เห็น  เวลาที่ได้ยิน  เวลาที่พูด ก็คือความคิดของจิตที่มีอยู่ที่มหาภูตรูป และสื่งที่ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่าง ๆ  ที่จำไว้ว่าเป็นคนนั้นคนนี้  แต่ความจริงแล้วคือ แต่ละหนึ่งธาตุซึ่งเกิดดับอยู่ตลอดเวลา แล้วแต่ว่าจะปรากฏทางไหน.

 

 

                                                   ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน

 

                                                     ขออุทศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

มาตรฐาน

ปุถุชนยังกิเลสมากมายให้เกิด

รูปภาพ

 

 

ชื่อว่าปุถุชน ด้วยอรรถว่า ยังกิเลสมากมายให้เกิด

 

ข้อความต่อไปมีว่า

 

อีกอย่างหนึ่ง  ชนนี้เป็น ปุถุ  คือ  เป็นพวกหนึ่ง  เพราะเป็นผู้หยั่งลงภายในแห่งปุถุชน  ก็ชนชั้นชื่อว่า  “ปุถุ”  ด้วยเหตุทั้งหลาย มีการยังกิเลสเป็นต้นมากมาย  คือ  มีประการต่าง ๆ  ให้เกิด เป็นต้น  ดังพระบาลีที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวไว้ว่า  ชื่อว่า  “ปุถุชน”  ด้วยอรรถว่า  ยังกิเลสมากมายให้เกิด

 

ยอมรับตามความเป็นจริงว่า มีกิเลสมาก  สำหรับผู้เป็นปุถุชน ตราบใดที่ยังไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่ตัวตน แล้วจะให้กิเลสน้อย เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพียงแต่จะไม่รู้เท่านั้นเอง  ว่าเป็นผู้ที่มีกิเลสมาก

 

                           

                       ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านและขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

 

                                               ………………………………………….

 

 

 

 

 

มาตรฐาน

คิดอกุศลทำให้เดือดร้อนใจ

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ข้อความในสังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปังกธาสูตร ข้อ ๕๓๑  มีข้อความว่า

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเสด็จจากจาริกไปในโกศลชนบท  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่  เสด็จถึงนิคมแห่งชาวโกศลชื่อปังกธา ก็โดยสมัยนั้นแล  ภิกษุชื่อ กัสสปโคตร เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ณ ปังกธานิคม ได้ยินว่า ณ ที่นั้น  พระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตต์ด้วยสิกขาบท

ครั้งนั้นแล  เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาปฏิสังยุตต์ด้วยสิกขาบทอยู่  ภิกษุกัสสปโคตรได้เกิดความขัดใจ ไม่แช่มชื่นว่า  สมณะนี้ขัดเกลายิ่งนัก

ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปังกธานิคมตามควรแก่พระอภิรมณ์แล้ว  เสด็จจาริกกลับไปทางพระนครราชคฤห์  เมื่อเสด็จจากไปโดยลำดับ  ได้เสด็จยังพระนครราชคฤห์  เมื่อเสด็จจาริกถึงพระนครราชคฤห์แล้ว  ประทับอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์

ครั้งนั้นแล  ภิกษุกัสสปโคตร  เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปได้ไม่นาน  ได้เกิดความรำคาญ เดือดร้อนว่าเราผู้เกิดความขัดใจ  ไม่แช่มชื่นว่า สมณะนี้ขัดเกลายิ่งนัก ในเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง  ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง  ด้วยธรรมิกถาอันปฏิสังยุตต์ด้วยสิกขา  ชื่อว่าเป็นอันหมดลาภ  ไม่มีลาภ ไม่ได้ดีแล้วหนอ  ถ้ากระไร เราควรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ  แล้วพึงแสดงโทษโดยความเป็นโทษในสำนักของพระผู้มีพระภาคเถิด

ลำดับนั้นแล  ภิกษุกัสสปโคตรเก็บงำเสนาสนะ  ถือบาตรและจีวร หลีกไปทางพระนครราชคฤห์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ  แล้วกราบทูลขอโทษพระผู้มีพระภาคได้โปรดทรงรับโทษของท่าน โดยความเป็นโทษ เพื่อความสำรวมระวังต่อไปเถิด

นี่ก็เป็นความวิจิตรของจิตจริง ๆ  ที่แสดงให้เห็นว่า  การคิดนึกของแต่ละคนบังคับบัญชาไม่ได้เลย  ถ้าสะสมอกุศลที่จะคิดในทางอกุศล  ก็ย่อมคิดในเรื่องอกุศลต่าง ๆ  เพราะฉะนั้น  ในสมัยนี้ ผ่านจากสมัยของพระผู้มีพระภาคมาเป็นเวลาถึง ๒,๕๐๐ กว่าปี  อกุศลที่สะสมไว้้ก็เพิ่มขึ้น  ถ้ายังไม่ได้ขัดเกลาด้วยการฟังพระธรรม และน้อมประพฤติปฏิบัติตามทุกประการ  ก็ย่อมจะมีเหตุที่จะให้เกิดกุกกุจจะ (ความขัดเคืองใจ)  ได้บ่อย ๆ  เนือง ๆ  เพราะฉะนั้น  จึงควรที่จะได้พิจารณาว่า  กุกกุจจะของแต่ละท่านที่เกิดขึ้นนั้น  เกิดขึ้นเพราะอะไร  อีกประการหนึ่งก็คือ  โทสะและกุกกุจจะเกิดจากความไม่รู้  ความไม่เข้าใจ ซึ่งรวมถึงความไม่รู้ และความไม่เข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วย

ทุกคนมีเหตุผล แต่ถ้าไม่พิจารณาถึงเหตุผลของคนอื่น  เอาแต่ตัวเองเป็นเครื่องวัด ก็ย่อมจะเกิดความคิดว่า  ทำไมคนนั้นไม่ทำอย่างนี้  ทำไมคนนี้ไม่ทำอย่างนั้น   หรือว่าควรจะทำอย่างนี้ ไม่ควรทำอย่างนั้น  เพราะฉะนั้น ก้ทำให้เกิดกุกกุจจะได้  ถ้าเป็นผู้ที่พยายามเข้าใจคนอื่น  แล้วก็มีความเห็นใจและให้อภัยผู้อื่น  จะเป็นผู้ที่มีความอดทนที่จะไม่แสดงกาย วาจา ให้คนอื่นเดือดร้อน  ขณะใดที่แสดงกาย วาจา กระทบกระเทือนให้คนอื่นเดือดร้อน  ตนเองย่อมเดือดร้อนในภายหลัง

ที่มาของบทความ…..คัดลอกจากบ้านธัมมะ

                   ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน

                                                         ………………………………………..

 

มาตรฐาน

ที่ตั้งของความตรึกหรือความคิด

วิตักกสัณฐานสูตร 

สูตรว่าด้วยที่ตั้งของความตรึกหรือความคิด

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ เชตวนาราม  ตรัสสอนว่า  ภิกษุผู้ทำสมาธิ (ประกอบอธิจิต)  พึงใส่ใจเครื่องหมายหรือนิมิต (อารมณ์)  ๕  ประการอยู่เสมอ  คือ

๑.  เมื่อใส่ใจในอารมณ์ใด ที่เปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ   เกิดความคิดอกุศลขึ้นขณะนั้น  ถ้าสติเกิดระลึกรู้สภาพธรรมขณะนั้นว่าเป็นอกุศล  กุศลจิตเกิดขึ้นเป็นเหตุให้ละความคิดฝ่ายอกุศลได้  จิตก็มีความสงบจากอกุศล  เปรียบเสมือนนายช่างเอาลิ่มเนื้อละเอียด  ตอกเอาลิ่มเนื้อหยาบออกไป ฉะนั้นแล.

๒.  เมื่อใส่ใจในอารมณ์อื่น อันประกอบด้วยกุศล  ความคิดอกุศลก็ยังเกิดสลับได้อย่างรวดเร็ว  พึงพิจารณาเห็นโทษของความคิดฝ่ายอกุศล  กุศลจิตก็จะเกิดขึ้น  จิตก็จะสงบจากอกุศล  เป็นสมาธิได้  เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาวที่รักสวยรักงาม รังเกียจซากศพสัตว์ต่าง ๆ  ที่มาคล้องอยูที่คอ ฉะนั้น.

๓.  เมื่อพิจารณาโทษของความคิดฝ่ายอกุศลเหล่านั้น  ความคิดอกุศลก็ยังเกิดขึ้น    ก็พึงไม่ระลึกไม่ใส่ใจความคิดอกุศลนั้น  ก็จะละความคิดฝ่ายอกุศลได้ เกิดความสงบแห่งจิตเป็นสมาธิได้  เปรียบเสมือนคนตาดี  ไม่ต้องการเห็นรูป  ก็หลับตาเสียหรือมองไปที่อื่น

๔.  เมื่อไม่ระลึก  ไม่ใส่ใจความคิดฝ่ายอกุศล  ความคิดฝ่ายอกุศลยังเกิดขึ้น  ก็พึงใส่ใจถึงเหตุแห่งความคิดอกุศลนั้น  ก็จะทำให้ละความคิดฝ่ายอกุศลนั้นได้  เกิดความสงบแห่งจิตเป็นสมาธิได้  เปรียบเหมือนคนเดินเร็ว  เดินช้าลง หยุด ยืน นั่ง นอน เพิกอิริยาบถหยาบ ๆ  ลง  สำเร็จกิริยาบถละเอียดขึ้น.

๕.  เมื่อใส่ใจถึงเหตุแห่งความคิดฝ่ายอกุศล  ความคิดฝ่ายอกุศลยังเกิดขึ้น  ก็พึงเอาฟันกดฟัน  เอาลิ้นกดเพดาน  ข่มขี่บีบคั้นจิต  เปรียบเหมือนคนมีกำลังมาก  จับคอคนมีกำลังน้อยกว่า ข่มขี่บีบคั้น ฉะนั้น.

สรูป 

เมื่อกระทำได้อย่างนี้  ภิกษุนี้ก็ชื่อว่าชำนาญในทางเกี่ยววกับความคิด (วิตก  ความตรึก)  ประสงค์จะคิดหรือตรึกอะไรก็คิดได้ หรือประสงค์จะไม่คิดไม่ตรึกก็ละได้  นับว่าตัดตัณหาได้ คลายเครื่องร้อยรัดได้  ทำความทุกข์ให้ถึงที่สุดได้ ด้วยการตรัสรู้เรื่องของจิตโดยชอบ.

                 ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน  และขออุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์

มาตรฐาน